Jimusho-TaLK

[Jimusho-TaLK] Orthros no Inu & Missing to .....

posted on 21 Nov 2009 23:20 by atpblog  in Jimusho-TaLK

*ปัดฝุ่น* บล็อคร้าง บล็อคเน่า บล็อคเก่า บล็อคกระเหรี่ยง *เช็ดถูๆ*

 

ไม่ได้อัพบล็อคมาได้สักพักแล้ว แต่วันนี้นึกครึ้มอยากอัพ เนื่องจากได้ดูละครเรื่องหนึ่งแล้วเกิดประทับใจขึ้นมากระทันหัน 2 วันดูจบทั้งหมด 9 ตอน โอ้แม่เจ้า.... มันสนุกมาก หยุดไม่ได้เลย เรื่องที่กำลังเกริ่นอยู่นี่คือเรื่อง Orthros no Inu ที่นำแสดงโดย 2 นักแสดงดังพี่น้องร่วมค่ายอย่างเฮียกี้ (ฮิเดอากิ ทาคิซาว่า) กับเรียวจัง (เรียว นิชิคิโด) ร่วมด้วยน้องฮิคารุ ยาโอโทเมะ และนักแสดงนำสาวเพียงหนึ่งเดียว อาซามิ มิซึคาว่า

 

สารภาพตามตรงว่าเก็บข้าวเก็บของหนีตามผู้ชายหน้าตาดีวงซูเปอร์เกินโหลไปนั่งกินของปิ้งย่างมานาน 3 ปีกว่าๆ แล้ว และก็เป็นเวลา 3 ปีกว่าๆ ที่แทบไม่ได้ติดตามข่าวสารของบ้านเก่าแดนอาทิตย์อุทัยเลยแม้แต่น้อย มีทั้งเพื่อนและแฟนฟิคเก่าๆ หลายคนคอยทั้งทวงทั้งกร่นด่าว่าเมื่อไหร่ถึงจะย้ายสำมะโนครัวกลับมาเสียที แต่ต้องยอมรับตรงนี้เลยว่ารับปากไม่ได้ว่าจะกลับไปติดตามฝั่งนู้นเหมือนเดิมได้หรือเปล่า เพราะทุกวันนี้แม้กระทั่งไอดอลฝั่งเกาหลีเองก็เริ่มได้ดูน้อยลง เพราะเริ่มต้องมีอย่างอื่นให้ทำมากขึ้น แอบเสียใจเหมือนกันว่าเวลาที่จะได้นั่งจมอยู่กับความสุขเล็กๆ น้อยๆ มันกำลังจะลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ

 

แต่แล้ววันก็ได้มีโอกาสไปหาละครกับคอนเสิร์ตมานั่งดู ซื้อเก็บเอาไว้เยอะ แต่ไม่มีปัญญามานั่งดู เลยได้ฤกษ์ดูเสียที และเรื่องที่ถูกเลือกก็คือ Orthros no Inu เรื่องนี้นี่แหละ เลือกด้วยความลำเอียงล้วนๆ เมื่อเห็นหน้าปกโชว์ใบหน้าอันแสนน่าดึงดูดของผู้ชายหน้าตาดีจนน่าหมั่นไส้ 2 คน ดังนั้นจึงตัดสินใจเปิดซองออกแล้วส่งแผ่นเข้าเครื่องเล่นทันทีแบบไม่รั้งรอ

 

ถึงปากจะบอกว่าชอบดูน้องๆ ผู้ชายเกาหลีหน้าตาน่ารักๆ ขาวๆ สูงๆ แต่เชื่อหรือไม่ว่าแทบจะไม่ดูหนังและละครเกาหลีเลย เหตุผลก็เพราะพล็อตมันเดิม มีตัวละคร 4 ตัวเหมือนกันหมดทุกเรื่อง มีพระเอก นางเอง พระรอง นางรอง และกว่า 80% พระเอกจะเป็นคนรวยที่แทบไม่ต้องทำอะไรมันก็มีกินมีใช้ไปทั้งชาติ ซ้ำยังหน้าตาหล่อ สูงยาวเข่าดี ชาติตระกูลสูงส่ง กิริยามารยาทก็แสนจะเฟอร์เฟ็ค มีสมบัติผู้ดีติดตัว ต่างจากนางเอกผู้อาภัพ ต้องปากกัดตีนถีบ เห็นข้าวปลาอาหารวางตรงหน้าก็ต้องพยายามยัดพยายามเขมือบให้ดูน่าเอ็นดูน่าสงสาร แถมท่าทางเธอก็ยังเหมือนคนติ๊งต๊ิองเปิ่นเฟอะฟะให้ดูน่ารัก เนื้อเรื่องก็วนไปวนมาอยู่แค่การฝ่าฝันให้พบกับรักแท้ พอใกล้ๆ จะสมหวังก็ดันป่วยเป็นโรคร้ายแรงเสียอย่างนั้น ล่อให้คนดูเสียน้ำตาได้อีกเป็นถังๆ จนสุดท้ายความรักก็สามารถเอาชนะความเจ็บป่วยได้ สุดท้ายคนทั้งคู่ก็ครองรักกัน อะไรจะปั้มซ้ำได้เหมาะเจาะขนาดนี้ หนังเกาหลีทุกเรื่องแทบไม่เคยเปลี่ยนพล็อต ดูปุ๊บก็แทบจะเดาเนื้อเรื่องได้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นและจะจบลงอย่างไร ด้วยเหตุนี้จึงทำให้บอกลาหนังละครเกาหลีไปนานมาก

 

กลับมาที่พระเอกของเราในวันนี้ Orthros no Inu เป็นละครอีกเรื่องที่พอดูจบแล้วถึงกับต้องยกนิ้วให้ โอ้.... พล็อตมันเจ๋งมาก ตัวเรื่องบอกเล่าถึงความรู้สึกและความเป็นไปของจิตใจมนุษย์ได้หมดเปลือก คนเรามันก็เท่านี้ เท่านี้จริงๆ เป็นละครแนวดราม่า-แฟนตาซีที่ดีมากๆ อีกเรื่องหนึ่ง ใครมีเวลาแนะนำให้ไปหามาดู อาจจะดูยากไปนิด แต่จะไม่รู้สึกอะไรเลยถ้าได้มองคนหน้าตาดีอย่างเฮียกี้และเรียวจัง ล้อเล่นๆ มันค่อนข้างดูยากจริงๆ ถ้าไม่ชอบแนวนี้จะรู้สึกเบื่อไปเลย แต่เชื่อได้ว่าหลายๆ คนหากตั้งใจดูจริงๆ จะต้องได้รับอะไรดีๆ หลายอย่างไปจากละครเรื่องนี้แน่นอน

 

ต่อไปนี้คือการสปอยล์ ถ้าไม่อยากเสียอรรถรสในการดู กรุณาข้ามไปได้เลย

 

.

 

.

 

ตัวเรื่องสะท้อนความเป็นสีขาวสีดำที่สังคมจงใจป้ายเอาไว้ให้ออกมาชัดเจน เฮียกี้ในเรื่องรับบทเป็นนักโทษรอประหารชื่อริวซากิ ชินจิ ถูกคุมขังเอาไว้ในคุกมานานถึง 10 ปีส่วนนิชิเรียวจังเล่นเป็นอาจารย์มัธยมผู้มีจิตใจงดงามที่ชื่ออาโออิ เรียวสุเกะ แต่เหมือนโชคชะตาเล่นตลก นักโทษประหารที่รอเวลาตายนั้นกลับเกิดมาพร้อมมือที่สามารถรักษาบาดแผลหรือโรคอะไรก็ได้ให้หายขาดได้ด้วยการสัมผัสไปที่ร่างกายเท่านั้น และเมื่อใครๆ ที่ได้เห็นถึงความสามารถอันนี้ก็พากันขนานนามมือของเขาว่าเป็น "หัตถ์ของพระเจ้า" ผู้ซึ่งน่าจะเป็นความหวังให้กับมวลมนุษยชาติได้ ส่วนอาจารย์หนุ่มผู้มีจิตใจอ่อนโยนนั้นกลับได้รับสิ่งที่ตรงข้ามอย่างสิ้นเชิง มือของเขานั้นสามารถปลิดวีพใครก็ได้เพียงแค่เขาแตะมือลงไปเท่านั้น คนผู้นั้นก็จะเสียชีวิตทันที จนถูกขนานนามว่าเป็น "หัตถ์ยมทูต" เท่านี้ก็พอจะทราบแล้วว่าสีขาวสีดำในเรื่องที่หมายถึงคือใคร ด้วยความสามารถในการรักษาผู้คนในสังคมต่างออกมาเรียกร้องให้เขาออกรักษาผู้คนที่ทุกทรมาน และออกเดินขบวนประท้วงที่รัฐาบาลคิดจะเก็บพลังของเขาเอาไว้ใช้เพียงแค่กลุ่มคนของตนเอง เขากลายเป็นเครื่องมือต่อรองเพื่อร้องขอชีวิตใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการขอร้องธรรมดาๆ ไปจนถึงการขู่จะระเบิดโรงพยาบาลในตัวเมืองทิ้งหากไม่ยอมรักษาคนที่ฝ่ายนั้นต้องการ เป็นตัวแทนของคนธรรมดาๆ ที่สังคมตั้งใจสาดสีขาวใส่อย่างเต็มที่ด้วยหวังจะได้มีชีวิตที่ยืนยาวขึ้น แต่กลับกันอาจารย์หนุ่มที่น้ำใจแสนงามคนนั้นกลับถูกคนที่ล่วงรู้ภึงพลังของเขาหวาดกลัว เกลียดชัง และไม่กล้าแม้แต่จะจับมือทักทายกัน เป็นคนธรรมดาอีกคนที่ถูกกลุ่มคนในสังคมสาดสีดำใส่โดยไม่แม้แต่จะสามารถแก้ตัวได้ ถูกขู่บังคับให้ต้องฆ่าคนโดยไม่สามารถขัดขืนได้ เนื้อเรื่องบีบให้เราได้รู้ว่าแท้ที่จริงแล้วคนเราก็เท่านี้แหละ เห็นแก่ตัว เห็นแก่ได้ เห็นแก่ประโยชน์ และพร้อมจะเหยียบใครก็ได้เพื่อขึ้นให้ถึงจุดสูงสุดของความปรารถนาของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นรัฐมนตรีที่กำลังห่ำหั่นเพื่อชิงเก้าอี้นายกที่ยอมใช้ทุกวิถีทางเพื่อสร้างฐานคะแนนให้กับตัวเอง หรือแม้แต่คนไข้ที่กระหายปาฏิหารย์จากหัตถ์พระเจ้าเพื่อให้ตนเองและคนสำคัญมีชีวิตรอดจนยอมลุกขึ้นมาไล่หมอพยาบาลออกไปจากโรงพยาบาลหลังจากที่เฮียกี้ของเราประกาศว่าจะรักษาทุกคนในโรงพยาบาลให้ และเมือตำรวจจะเข้าควบคุมสถานการณ์ก็พร้อมใจกันเอามีดจ่อคอตัวเองเป็นการขู่ว่าหากตำรวจบุกเข้ามาจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบชีวิตผู้ป่วยทั้งหมดที่สูญเสียไป แต่ที่สุดเราจะได้เห็นความจริงว่าพระเจ้าไม่ได้ลำเอียง เมื่อวันที่พวกเขาทั้ง 2 คนทราบถึงพลังของตัวเอง เขาก็ถูกสังคมโดดเดี่ยวเอาไว้เบื้องหลังทันที เป็นความอ้างว้างที่ไม่อาจร้องขอให้ใครช่วยได้ ไม่มีใครเลยที่จะจริงใจด้วย ทุกคนที่เจอก็หวังเพียงแต่จะได้ใช้พลังที่น่าอัศจรรย์นี้เท่านั้น บทสรุปของเรื่องเป็นอะไรที่เจ๋งมากๆ ในบางเวลาเราอาจหลงืลมมันไปได้ว่าแท้ที่จริงแล้วพลังเหล่านั้นมันไม่ได้สลักสำคัญอะไรเลย หากถูกนำไปใช้อย่างไม่ถูกต้อง ฉากที่เด็กๆ ปฏิเสธที่จะให้ใช้หัตถ์พระเจ้ารักษาโรคของพวกเขา แต่ให้รักษาคนอื่นๆ แทน พวกเขาทนได้หากว่ามันจะทำให้ผู้ที่ต้องการพลังนั้นมากกว่าพวกเขาหายทรมานจากการป่วยไข้ พวกเด็กๆ ก็ยินดีจะสละโอกาสนั้นไป ทำให้ต้องหันย้อนกลับมามองตัวเองว่าเราลืมจิตใจที่ดีงามเหล่านี้ไปหมดหรือยัง? ลืมความรู้สึกที่ได้เห็นผู้อื่นมีความสุขไปหมดแล้วหรือเปล่า? เกือบลืมไปแล้วจริงๆ ทุกวันนี้มีแต่จะต้องฟาดฟันห่ำหั่นกันเพื่อจะขึ้นไปให้สูงกว่าใครๆ แต่เราคงลืมไปแล้ว ว่าเมื่อใดที่เราขึ้นถึงยอดเมื่อไหร่ ก็จะไม่สามารถมองหาใครๆ ได้อีก เพราะเราได้เหยียบย่ำผ่านมาจนไม่เหลือใครอีก ทั้งนี้ทั้งนั้นละครเรื่องนี้ต้องให้เครดิตกับนักแสดงนำสาวเพียงคนเดียวของเรื่อง เธอแสดงได้ดีมาก เป็นผู้หญิงที่ทั้งเข้มแข็งแล้วก็แข็งแกร่งมาก เธอสามารถยอมรับได้อย่างกล้าหาญว่าเธอก็หวังอยากจะได้พลังจากหัตถ์พระเจ้าเพื่อรักษาโรคของลูกของเธอให้หายไป แต่เธอก็บอกว่ามันไม่ถูกต้องเลยที่จะทำแบบนั้น หากว่านี่เป็นโชคชะตา คนเราก็จำเป็นต้องเผชิญกับมันอย่างกล้าหาญ ไม่ใช่หาทางลัดแบบนี้ ตอนจบของเรื่องก็เป็นไปตามคาด ตามสไตล์ญี่ปุ่น ที่ต่งคนต่างก็ไปดำเนินชีวิตของตนเองต่อไป แต่รอยยิ้มของ 2 ตัวนำทำให้อดยิ้มตามไปไม่ได้ ถึงแม้จะไม่มีพลังแล้วแต่ก็ยังสามารถใช้ชีวิตต่อไป รอยยิ้มแบบนี้... ดีจริงๆ

 

เป็นละครที่ดีจริงๆ ดีใจมากที่มีโอกาสได้ดูละครดีๆ แบบนี้ วันนี้เลยรู้สึกอิ่มเป็นพิเศษ ได้นั่งทบทวนอะไรไปเรื่อยๆ ด้วย ชีวิตที่สามารถรู้สึกได้ถึงความสุขเนี่ย.... ดีจริงๆ นะว่าไหม?

 

ละครญี่ปุ่นอาจเรียบเกินไป แต่อยากให้ได้สังเกตว่าละครของเขามีที่มาจากพื้นฐานความเป็นจริงในชีวิต สะท้อนการใช้ชีวิตในแบบของคนทั่วๆ ไปที่เราจะพบเห็นได้ทั่วทุกมุมเมือง ตัวละครทุกตัวจับต้องได้ เป็นคนธรรมดาทั่วไปที่ใช้ชีวิตไปตามปรกติ ไม่ได้ร่ำรวยล้นฟ้า แล้วก็ไม่ได้ยากจนข้นแค้นจนเกิดจริง มันเป็นละครที่สะท้อนความเป็นไปของสังคมได้ดี จึงอยากแนะนำให้ดู เชื่อเถอะว่าคุณจะได้อะไรดีๆ จากละครญี่ปุ่นไปไม่น้อย  

 

สุดท้ายแล้ว คิดถึงเรื่องราวที่ได้ติดตามเมื่อหลายๆ ปีก่อนมากๆ ไอดอลญี่ปุ่นหลายคนที่เคยได้ติดตามเรื่องราวของพวกเขา ตอนนี้รู้สึกคิดถึงมากๆ คิดถึงจับใจเลยทีเดียว วันนี้ที่ได้เห็นเฮียกี้ในจอก็ยิ่งรู้สึกคิดถึงเข้าไปใหญ่ จะมีโอกาสกลับไปติดตามเรื่องราวเหล่านี้อีกไหมนะ? ตอบไม่ได้เหมือนกัน แต่รู้ว่าตอนนี้ทั้งคิดถึงแล้วก็ทั้งมีความสุขที่ได้เห็นอีกครั้ง เป็นความรู้สึกที่บรรยายไม่ได้ ไม่มีตัวตน และสัมผัสไม่ได้ แต่ทำให้มีความสุขได้ ละครญี่ปุ่นมักทำให้เรารู้สึกดีอย่างนี้ได้เสมอ ดังนั้นก็เลยได้แต่ภาวนาของให้ญี่ปุ่นทำละครดีๆ แบบนี้ออกมาเรื่อยๆ จะคอยติดตามเท่าที่จะทำได้เลย    

 

ปล. ใกล้จะถึงวันเกิดโนะแล้ว ถ้าว่างจะมาอัพบล็อคให้ เค้ายังไม่ลืมวันเกิดโนะนะ จำได้ๆ ถึงแม้เค้าจะหลงน้องๆ หนุ่มๆ เกาหลีก็เถอะ แต่ยังไงเค้าก็ยังรักรอยยิ้มของโนะนะ แล้วก็ยังจำมันได้ติดตาด้วย คิดถึงโนะนะ ^-^  

[Jimusho-TaLK] HBD Akanishi Jin !!!

posted on 04 Jul 2007 02:45 by atpblog  in Jimusho-TaLK

ฤกษ์งามยามดีผมก็ได้กลับมาอัพบล็อกอีกครั้ง...

กลับมาเนื่องในโอกาสพิเศษสุดๆ

เนื่องจากวันนี้เป็นอีกวันพิเศษที่ผมยังจำได้....

(ขอโทษนะหมูจินที่ต้องพูดแบบนี้... แต่ผมก็เกือบลืมไปแล้วจริงๆ)

ใช่แล้ว... วันครบรอบวันเกิดปีที่ 23 ของ อาคานิชิ จิน นั่นเอง.....

เหมือนผมจะห่างหายไปจาก KAT-TUN อยู่นานโข....

เนื่องจากตกลงปลงใจเก็บกระเป๋าข้ามน้ำข้ามทะเลไปอีกฝั่ง....

หลงรสชาติของปิ้งของย่างกันไปพักใหญ่....

แต่ก็ยังจดจำความรู้สึกดีๆ ครั้งได้รับมิตรภาพน่ารักๆ จากเพื่อนพ้องน้องพี่ฝั่งฟิคจูเนียร์

ผมอาจจะแทบไม่ได้แตะต้องฟิกฝั่งนี้เลย....

แต่ในส่วนลึกๆ ผมยังรักและคิดถึงทุกๆ คนและทุกตัวละครที่เคยได้ใช้เวลาร่วมกัน...

ซึ่งนั่นก็หมายความรวมถึงพ่อหมูจิน.... อาคานิชิ จิน ด้วย.....

ที่อุตส่าห์อดรนทนรอนยอมเป็นพระเอกฟิกของผมมาได้หลายปีดีดัก....

ยอมให้ผมทั้งโขกทั้งสับทั้งป้ายสีสารพัดรูปแบบ....

ผมอาจจะไม่ใช่แฟนเพลงที่ทุ่มเทและทุ่มทุนอะไรมากมายนัก....

ยอมรับตรงๆ ว่าด้วยฐานะที่ไม่อำนวยเท่าที่ควร....

จึงไม่อาจลงทุนลงเงินอุตหนุนผลงานและผลิตภัณฑ์ต่างๆ ได้อย่างเต็มที่.....

แต่ผมมีบางอย่างที่ให้ KAT-TUN ทั้งหกคนไปตั้งแต่แรกเห็นแล้ว....

ผมให้ "ใจ" ไปหมดแล้ว....

สารภาพกันโต้งๆ ว่าผมรัก ทางุจิจุนโนะสุเกะ ที่สุดในบรรดาหกคนที่มีอยู่....

แต่ KAT-TUN ที่ไม่ครบหกคนผมก็ไม่ดูเหมือนกัน...

ดังนั้นผมจึงยินดีอย่างที่สุดที่ในวันนี้ KAT-TUN มีกันครบหกคน....

แม้ว่า KAT-TUN จะมาจากความเฟคเป็นพื้นฐาน....

แต่ผมรักของผมแบบนี้.... ผมรักที่แต่ละคนเป็นแบบนี้....

ก็เป็นตัวตนที่แท้จริงนี่นะ.... ผมจะเกลียดลงได้อย่างไร.....?

ผมพอเข้าใจอยู่.... KAT-TUN ก็เป็นปุถุชนไม่ต่างอะไรกับคนอื่น....

ถึงจะมีข่าวเสียหายอะไรออกมา....

ผมก็ยังชื่นชมที่ทุกคนยังขยันทำการทำงานกันอยู่....

และจะดีใจที่สุดถ้าผมและ KAT-TUN ทั้งหกคนจะได้ก้าวเดินเข้าสู่ช่วงชีวิตใหม่ๆ

ไปพร้อมๆ กัน.... คล้ายๆ กับเส้นขนานก็ได้.....

ถึงจะน่าเศร้าไปนิดที่ไม่มีโอกาสได้มาบรรจบกัน....

แต่ก็ที่ได้คอยเฝ้าดูอยู่เคียงข้างก็ให้ความประทับใจที่ไม่เลวเหมือนกัน.....

ตกลงวันอัพบล็อกให้หมูจินรึเปล่าเนี่ย....

แต่ก็นะ....

อาคานิชิ จิน ก็คือ KAT-TUN

KAT-TUN ก็ต้องมี อาคานิชิ จิน

ดีใจนะฮะ... ที่ได้เห็นจินอีกครั้ง.....

ดีใจที่จินได้มีโอกาสออกไปใช้ชีวิตตามลำพัง....

อาจจะเพื่อทบทวนเรื่องราวต่างๆ ที่ผ่านมา... หรืออาจจะเพื่อมองหาสิ่งใหม่ๆ ในชีวิต....

แต่ผมเชื่อว่าวันเวลาเหล่านั้นต้องทำให้จินโตขึ้นบ้างไม่มากก็น้อย....

ผมรู้.... วงการนี้มันเป็นเพียงแค่ภาพลวงตา....

ที่พอรู้ตัวอีกทีทุกอย่างก็สูญสลายหายไป....

แต่ผมก็อยากอวยพรให้จินได้ยืนหยัดอยู่ในภาพมายาเหล่านี้อย่างอดทน.....

จะมีกี่คนที่สามรถจะไล่ล่า... ไขว่คว้า.... และครอบครองความฝันของตัวเองได้....

ผมไม่รู้ว่าสิ่งที่จินทำอยู่ ณ. ตอนนี้ใช่ความฝันของจินรึเปล่า....

แต่ในบางครั้งที่ผมได้เห็นรอยยิ้มของจินผมก็รู้สึกดี....

รู้สึกเหมือนได้เห็นรอยยิ้มน่ารักไร้เดียงสาเหมือนเมื่อครั้งยังเยาว์......

คนเราไม่ว่าจะโตขึ้นสักเท่าใด.... ก็ต้องไม่ลืมความรู้สึกนี้....

ไม่งั้นชีวิตคงหดหู่น่าดู....

ปีนี้ก็อายุ 23 แล้ว....

ผ่านชีวิตมาก็ตั้งมากมายหลายรูปแบบแล้ว....

ขอให้จินมีสติ.... และมีความคิดในการใช้ชีวิตให้มากขึ้น....

ในที่ๆ มีแต่แสงไฟสว่างวูบไหวเพียงชั่วครั้งคราว....

ขอให้ได้เป็นดาวที่เจิดจรัสอยู่ได้ด้วยตัวเอง....

พยายามนะ..... พยายามให้เต็มที่.....

ปล. ขอโทษจินอีกทีที่ผมไม่สามารถอัพธีมให้เป็นหน้าของจินได้.... ช่วงนี้ผมวุ่นวายกับงานกลุ่มเกือบห้าวิชาที่รุมสั่งพร้อมกัน... คงไม่ว่ากันนะฮับ....

ปล2. ขอบคุณทุกคนที่แวะเข้ามาเยี่ยมเยือนบล็อกห่วยๆ ของผมนะฮับ.... ช่วยกันอวยพรให้หมูจินด้วยเน้.... ^-^

HAPPY BIRTHDAY


edit @ 2007/07/04 02:46:55
edit @ 2007/07/04 02:47:44