[ATP_TaLK] HBD to my Yuki & Me

posted on 22 May 2010 00:34 by atpblog  in ATP-TaLK

เอทีพีทิ้งบล็อคไว้จนฝุ่นขึ้นอีกแล้ว ^^" แต่ครั้งนี้ผมมีเหตุผลนะ ผมได้งานทำแล้ว ก็เลยค่อนข้างยุ่งนิดหน่อย เลยไม่ได้เข้ามาขีดๆ เขียน บล็อคนี้เสียนาน

 

เข้ามาวันนี้ก็เพราะโอกาสพิเศษมาถึง วันครบรอบวันเกิดของยูกิกับตัวผมเอง ^__________________^ เกิดวันใกล้ๆ กัน แต่ปีห่างกันหกปี ครึๆๆ ไม่เป็นไร ยังไงผมก็ยังรักยูกิอยู่นะ

 

ปีนี้ยูกิอายุครบ 30 พอดีส่วนผมก็อายุครบ 24 ปีนี้เป็นปีที่มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของชีวิตผมเลย ได้ข่าวว่ายูกิก็แต่งงานไปพักใหญ่แล้ว ไม่รู้จะมีลูกหรือยัง อยากเห็นหน้าจริงว่าลูกของยูกิจะหน้าตาเป็นยังไง ถ้าหน้าตาน่าัรักอย่างพ่อก็คงจะดีหรอก เหอะๆๆๆ

 

อวยพรยูกิก่อนก็แล้วกัน ไหนๆ ปีนี้ก็อายุครบ 30 แล้ว เป็นผู้ใหญ่เต็มตัวแล้ว ก็ขอให้ยูกิมีความสุขกับครอบครัวและหน้าที่การงานให้มากๆ ผมรักยูกินะ แล้วก็คิดถึงยูกิมากๆ ก็เลยหวังว่ายูกิจะมีความสุขกับชีวิตในแบบปุถุชนคนธรรมดาแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ รักษาสุขภาพให้มาก แล้วก็ใช้ชีวิตในแบบของยูกิให้คุ้มค่า ผมจะคอยเป็นกำลังใจเสมอนะ ถึงแม้จะไม่เคยรู้จักพบเจอกันเลยก็เถอะ ^_______^

 

ในที่สุดเอทีพีก็ได้งานทำแล้วครับทุกท่าน ไม่รู้ว่าจะบอกใครดี เพราะผมไม่มีแฟนคลับ (ฮา.....) ไม่หรอก บล็อคนี้ก็เหมือนเพื่อนผมคนนึง เป็นเพื่อนที่ดีมากๆ ด้วย เพราะผมมีอะไรผมก็เอามาบ่นลงในบล็อคนี้ตลอด ตอนนี้ที่ผมมีความสุขที่สุดผมก็เลยอยากจะเอามาลงบล็อคเอาไว้ด้วย 

 

งานที่ผมได้เกิดจากญาติของผมได้ไปรู้จักพนักงานในาริษัทนั้นพอดี ก็เลยมีโอกาสได้ลองไปทดลองงานดูประมาณ 2 อาทิตย์ หลังจากนั้นก็ถูกผู้จัดการศูนย์ส่งตัวไปสัมภาษณ์ที่กรุงเทพฯ พอผ่านสัมภาษณ์ก็อบรมต่ออีก 2 อาทิตย์ เสร็จสรรพก็กลับมาเริ่มงานในวันที่ 22 มีนาคมที่ผ่านมา ดังนั้นแล้ววันนี้ก็เป็นวันที่ผมทำงานมาได้ครบ 2 เดือนพอดิบพอดี

 

ตำแหน่งงานคือ "เจ้าหน้าที่ประเมินและวิเคราะห์หลักทรัพย์ในเครือบริษัทของธนาคารกสิกรไทย" ฟังตำแหน่งยาวๆ แล้วอาจนึกว่างานของผมได้แต่ทำเท่นั่งอยู่ในออฟฟิศ แต่ไม่ใช่.... งานของผมนั่งออฟิศแทบนับชั่วโมงได้ ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในรถมากกว่า หน้าที่หลักๆ ที่ผมต้องทำก็คือเวลาที่มีลูกค้ามาทำธุรกรรมกับธนาคารเพื่อขอสินเชื่อ ผมก็มีหน้าที่ไปตรวจดูหลักทรัพย์ของเขาว่ามีมูลค่าเท่าไหร่ ไปตีราคาบ้านหรือที่ดินของลูกค้านั่นแหละว่ากันง่ายๆ 

 

ถามว่างานเหนื่อยไหม? เหนื่อยโคตรๆ ผมที่เคยทำงานในสนามบิน ยืนวันละ 8 ชั่วโมง พูดภาษาอังกฤษภาษาจีนกับลูกค้าทั้งวันจนปากแทบหัก พอมาเปลี่ยนแนวเป็นขับรถตะลุยทุ่งขึ้นเขาลงดอย บุกป่าฝ่าดงลิ้นจี่ในบางครั้งถึงกับตั้งตัวไม่ติดไปพักใหญ่ๆ กว่าจะปรับตัวได้ก็ตอนย่างเข้าเดือนที่สองนี่แหละ แต่นะ.... รู้สึกว่าชีวิตมันมีสีสันดี ได้ไปทำงานพร้อมกับขับรถเที่ยวไปในตัว ได้พบเจอคนไทยทั่วทุกที่ในเขตรับผิดชอบของผม มัน.... ไม่รู้สิ... สนุกดีนะ สนุกกว่าพูดคุยกับต่างชาติที่ไม่รู้วัฒนธรรมของเราเสียอีก ผมได้เห็นรอยยิ้ม มิตรภาพน่ารักๆ ของคนไทยในตลาดสดเล็กๆ ข้างทาง ที่พอผมหลงทางผมก็จะวิ่งเข้าไปถามบรรดาป้าๆ ในตลาด ร้องเรียกเขาว่า "พ่อ" "แม่" พร้อมกับของความช่วยเหลือไปในตัว บรรดา พ่อๆ แม่ๆ ก็ต่างกรูเข้ามาให้ความช่วยเหลืออย่างล้นหลาม บางครั้งก็ถึงกับยกน้ำยกขนมมาเสิร์ฟผมถึงที่ ทั้งๆ ที่ผมเป็นคนแปลกหน้า ทั้งๆ ที่ผมเป็นคนต่างถิ่น แต่ก็กลับได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น มันทำให้ผมรู้สึกว่าจริงๆ แล้วคนไทยเราใจดีมาก ถ้าหากไม่มีเหตุอะไรมาทำให้เกิดความแตกแยก คนไทยเราก็คงจะมีรอยยิ้มและน้ำใจให้แก่กันอย่างนี้

 

และที่สำคัญที่สุด.... ผมได้ใกล้ชิดกับครอบครัวมากขึ้น.... ตั้งแต่เล็กจนโตผมไม่เคยรู้สึกว่าผมใกล้ชิดกับครอบครัวมากเท่าตอนนี้เลย ผมกับพ่อ... เราไปทำงานด้วยกันทุกครั้งที่ผมต้องออกไปประเมินที่ ตอนแรกผมก็แอบคิดว่ามันคงจะแปลกที่พ่อขอตามไปดูด้วย เพราะไม่มีใครเขาทำกัน ทุกคนมักจะบอกกับผมว่า

 

"โตแล้ว ไปไหนมาไหนเองได้แล้ว" 

 "เอาพ่อไปด้วยแบบนี้ ไม่อายเขาหรือ?"

"เอาพ่อมาแบบนีั้ แล้วเมื่อไหร่จะหาแฟนได้สักที" 

 

ผมยอมรับเลยว่าแรกๆ ผมก็คิดว่ามันจริงอย่างที่เขาพูด พ่อทำให้ผมรู้สึกว่าผมไม่โตสักที แต่แล้วคำพูดในวันนึงของพ่อที่เราไปประเมินที่ด้วยกันก็ทำให้ผมรู้ว่าไม่ใช่ว่าผมไม่โต.... ไม่ใช่ว่าอยากจะให้ผมอายใคร.... ไม่ใช่ว่าอยากจะคอยตามผมแจเพื่อกันใคร.... แต่เพราะรักและเป็นห่วงถึงไม่อยากให้ไปเองคนเดียว.... เพราะเขามีลูกสาวอยู่คนเดียว.... และเพราะกลัวว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับผม.... เขาถึงยอมเหนื่อยตามไปด้วยทุกครั้งที่ผมออกไปทำงาน

 

"ใครจะมีความสุขเท่าเรา.... จะมีพ่อลูกกี่คู่ในประเทศไทยที่จะเป็นอย่างเรา.... ไปทำงานด้วยกัน.... กินข้าวด้วยกัน.... เหนื่อยด้วยกัน... มีความสุขด้วยกัน.... ลูกลองคิดดูสิ...."

 

พ่อเกือบทำผมร้องไห้เลยทีเดียว... เหอะๆๆๆ ใช่.... จะมีใครเหมือนเรา จะมีใครที่จะเข้าใจเราไปมากกว่าครอบครัวของเราเอง แล้วจะอายทำไม? จะกังวลใจกับคำพูดของคนอื่นทำไม? 

 

ทุกวันนี้พ่อให้ผมตัดสินใจด้วยตัวเองว่าจะขับรถออกไปทำงานเองหรือจะให้พ่อไปส่ง พ่อให้ผมคิดเองว่าจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในส่วนของตัวเองและในส่วนของที่บ้านว่าจะต้องกันเงินไว้เท่าไหร่? และแม่ก็จะคอยถามว่าอยากกินอะไรไหม? แม่ทำกับข้าวไว้รอนะ ทำงานเสร็จก็รีบกลับมากิน ผมรู้สึกเลยว่าผมตัดสินใจถูกแล้วที่หางานทำอยู่ที่นี่ ที่ๆ มีคนที่ผมรักรออยู่ในทุกๆ วัน เป็นความสุขที่หาที่ีไหนไม่ได้อีกแล้วในชีวิตนี้ ตอนนี้ผมมีความสุขมากจริงๆ แล้วก็จะพยายามรักษาความสุขเหล่านี้ให้อยู่กับผมไปให้ได้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้

 

ช่วงเวลาที่ผมจะได้อยู่กับคนอื่นน่ะเมื่อไหร่ก็ได้.... แต่ช่วงเวลาที่ผมจะได้อยู่กับครอบครัวอย่างมีความสุขน่ะต้องเป็นช่วงเวลานี้เท่านั้น ครอบครัวจะอยู่กับเราไปได้อีกนานสักเท่าไหร่? ดังนั้นแล้วผมจะอยู่และมีความสุขกับพวกเขาให้ได้มากที่สุด

 

วันเกิดปีนี้ผมมีความสุขมาก ถือเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดของผมในตอนนี้เลย ผมมีงานทำ ผมมีครอบครัวพร้อมหน้า แล้วมีความสุขกับสิ่งรอบตัว เป็นช่วงเวลาที่ดีสำหรับผมมากเลยทีเดียว ^_____________^

 

ผมได้แต่คาดหวังว่าผมคงจะมีความสุขแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ ผมจะตั้งใจทำงาน จะพยายามแบ่งเบาภาระของครอบครัว และที่สำคัญที่สุด.... ผมจะมีความสุขกับพวกเขาในทุกๆ วัน เพราะมันเป็นสิ่งที่ผมเลือกเอง ผมไม่เสียใจแน่นอนที่ทิ้งความศิวิไลของกรุงเทพฯ ไว้ข้างหลังและกลับมาใช้ชีวิตเรียบง่ายที่บ้านเกิดของแม่แบบนนี้ จะพยายามทำปีนี้ให้ดีที่สุด และปีต่อๆ ไปผมก็จะพยายามต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าจะไม่สามารถทำมันได้แล้วนั่นแหละ 

 

Happy Birthday to my Yuki Kohara & Me ~~~ Hope everyone happy in everytime of your life ~~~

[SuJu-TaLK] HBD My Geng

posted on 09 Feb 2010 00:20 by atpblog  in SuJu-TaLK

นั่งเล่มคอมรอเพื่อจะอัพเลยนะเนี่ย เป็นครั้งแรกเลยที่ผมจะอัพบล็อคอวยพรวันเกิดให้เิกิง ^-^ พ่อคนจีนที่แสนซื่อ (บื้อ) ของผม ครึๆๆๆๆ

 

(ผมเลือกภาพนี้มาแปะเพราะผมรู้หรอกว่ามันเป็นความภูมิใจสูงสุดของเกิง ใช่ไหมล่ะ!!!)

 

หลายคนอาจจะไม่เชื่อหรือลืมไปแล้วว่าฮันเกิงนี่แหละเป็นรักแรกพบของผมในเอสเจ คงเป็นเพราะว่าผมเอาแต่พร่ำเพ้อถึงน้องโจ ก็เลยหาว่าผมสนใจแต่น้องรักของผม ^^"

 

อาจเพราะเกิงเป็นคนจีน ครั้งแรกที่ผมเห็นเกิงจึงมีความรู้สึกว่าเกิงแปลกและแตกต่างไปจนเพื่อนๆ น้องๆ ในวง

 

เกิงเป็นคนที่สามารถถูกหลอกได้โดยไม่สงสัยหรือเอะใจอะไรเลยว่าตัวเองกำลังจะโดนต้ม

 

เกิงเป็นคนที่หัวเราะได้น่าประทับใจมาก เสียงหัวเราะของเกิงจริงใจโคตรๆ เลย 

 

เพราะเกิงเป็นคนน่ารักแบบนี้ ผมจึงเก็บข้าวเก็บของย้ายสำมะโนครัวมาอยู่และติดตามผลงานของเอสเจอย่างไม่ลังเล ผมชอบความน่ารัก ผมชอบความเฮฮา และผมขอบความสบายๆ ที่สามารถจับต้องได้มากกว่า ผมจึงรักเอสเจมากกว่าที่เคยรักอีกวงนึง รักกมากกว่าหลายเท่าเลยล่ะ กล้าพูดอย่างนั้น....

 

ผมชอบเอสเจเพราะเกิง และตอนนี้ผมก็เสียใจเพราะเกิง....

 

ผมไม่กล้าตำหนิเกิงหรอก โอกาสในชีวิตใครก็อยากจะไขว่ตว้ามาครอบครอง แล้วผมก็ไม่อยากตำหนิทางค่าย อย่างที่ผมเคยบอกไปแล้ว ถ้าผมเป็นค่ายผมก็คงไม่ยอมให้สินค้าในค่ายดื้อด้าน ผมเคารพเหตุผลของทั้งสองฝ่าย มันเป็นเรื่องของเวลาและโอกาส เมื่อมาถึงฝ่ายไหนช่วงชิงมันไปได้ ฝ่ายนั้นก็ชนะสมใจ เท่านั้นเอง

 

ผมแค่เสียใจ... ว่าตอนนี้ผมไม่ได้เห็นหน้าค่าตาเกิงเลย ไม่ได้รับข่าวคราว ไม่ทราบความเป็นไป และไม่รู้ว่าวันข้างหน้าผมจะยังได้เจอเกิงอีกไหม? เพราะผมรักเกิง เกิงทำให้ผมรักเอสเจ เกิงเป็นคนพิเศษอีกคนหนึ่งสำหรับผมในเอสเจ

 

เอลฟ์หลายคนตำหนิความโหดร้ายของค่าย และเอลฟ์บางส่วนก็ตำหนิการตัดสินใจของเกิง ส่วนผม... ผมไม่กล้าอ้างตัวหรอกว่าผมเป็นเอลฟ์ ผมไม่ได้พร้อมจะรักและทุ่มเทให้พวกเขามากมายขนาดนั้น แต่ถึงอย่างนั้น ผมก็เป็นแฟนคลับคนหนึ่งที่คอยติดตามผลงาน 

 

"คนที่จะคอยดื่มเหล้ากับผมในเวลาที่เหนื่อยล้าเขาไม่อยู่แล้ว
คนที่จะคอยหัวเราะอยู่ข้างผมเวลาที่ผมดีใจเขาไม่อยู่แล้ว
คนที่จะคอยร้องไห้ไปกับผมเวลาที่ผมเสียใจเขาไม่อยู่แล้ว
คนที่จะคอยต่อปากต่อคำอยู่ข้างๆผมในทุกๆวันเขาไม่อยู่แล้ว"

 

"ฝึกที่จะเดินคนเดียว"

 

คิมฮีเขียนมันเอาไว้ในบล็อคของเขา ผมว่าผมเข้าใจความรู้สึกของคิมฮีนะ ไม่มีใครเสียใจกับเรื่องมากไปกว่าตัวเกิงเองกับเพื่อนๆ และน้องๆ อีก 12 คน รวมไปถึงน้องรับเชิญโปรเจ็คพิเศษอีก 2 คนด้วย

 

ถึงจะเดินคนเดียวอย่างยากลำบากแค่ไหน สุดท้ายก็ต้องเดินต่อไปอยู่ดี ไม่ว่าจะยังอยู่ข้างๆ กันหรือไม่ ยังไงก็ต้องดำรงชีวิตต่อไปอยู่ดี ไม่ว่าเขาจะอยู่ไกลแค่ไหนก็ตาม สุดท้ายภาพความทรงจำต่างๆ ที่มีร่วมกันมาก็ยังคงจะอยู่ในใจอยู่ดี

 

แล้วจะนั่งโศกเศร้าเสียใจทำไม? จะมัวต่อว่ากันทำไม? จะฟูมฟายโวยวายให้ได้อะไรขึ้นมา?

 

ผมรักเกิงนะ.... แล้วผมก็พร้อมจะยอมรับทุกการตัดสินใจของเกิง ถ้าหากว่าผมจะโชคดี... ผมคิดว่าผมคงจะได้มีโอกาสติดตามผลงานของเกิงต่อไป ไม่ว่าจะในชื่อของ "ซูเปอร์จูเนียร์" หรือในชื่อของ "หานเกิง" คนเดียว หรือชื่ออื่นๆ ก็ตาม 

 

ปีนี้เป็นปีแรกที่ผมอัพบล็อคให้เกิง แล้วผมก็หวังว่าในปีต่อๆ ไปผมก็จะยังมีโอกาสได้มาอัพบล็อคเรื่องของเกิงอีกเรื่อยๆ ถ้าการตัดสินใจแบบนี้จะทำให้ชีวิตของเกิงดีขึ้น ผมจะดีใจมากเลยทีเดียว เพราะมันเป็นการตัดสินใจของเกิง ดังนั้นแล้วก็ขอให้ตั้งใจทำในสิ่งที่ตัวเองเลือกให้ดี ผมเอาใจช่วยเต็มที่ 

 

น้องโจรักเกิงมากนะ ถึงจะเป็นเด็กปากเสีย แต่ผมเชื่อว่าน้องเป็นคนที่รักและเป็นห่วงเกิงไม่น้อยไปกว่าคนอื่นๆ เลย ถึงน้องจะเข้ามาคนสุดท้าย แต่น้องก็รักเกิงไม่แพ้ใครเลยทีเดียว เพื่อนๆ และน้องๆ คนอื่นในวงก็รักเกิงมากนะ อย่าปล่อยให้พวกเขาคาใจแบบนี้ล่ะ ติดต่อส่งข่าวคราวให้เขาด้วยนะ เพื่อนที่ดีและเพื่อนที่คอยร่วมทุกข์ร่วมสุขกับเราหาไม่ได้ง่ายๆ เลยนะในสังคมสมัยนี้น่ะ

 

 

 

 

มีความสุขมากๆ นะเกิง รักษาสุขภาพให้ดี ดูแลตัวเองให้มากๆ แล้วก็ตั้งใจทำงานด้วย ผมขอให้ปีนี้และในทุกๆ ปีของเกิงมีแต่เรื่องดีผ่านๆ เข้ามา ผมคิดถึงเสียงหัวเราะและรอยยิ้มน่ารักๆ ของเกิงมากๆ ดังนั้นแล้วช่วยยิ้มเยอะๆ แล้วก็มีความสุขให้มากๆ ผมเอาใจช่วยและจะคอยส่งกำลังใจให้เสมอ เป็นเกิงที่น่ารัก สดใส และสนุกสนาน เหมือนอย่างเคย พยายามต่อไปนะ ^-^

 

 

~~~ 我是真的真的真的很想你!!!!

 

มาอัพบล็อคเหียกๆ ด้วยความเฮฮา ผิดกับเอนทรี่ข้างล่างลิบลับ ^^" อ่านอะไรข้างล่างไปก็ลืมๆ ไปเถอะฮะ ATP ปล่อยวางและกลับมาสุขสันต์ เหมือนเดิมแล้ว ^-^

 

วันนี้เป็นวันดี ไม่ใช่เพราะเป็นวันเกิดของน้องโจคยูที่รักแค่อย่างเดียว แต่วันนี้ยังเป็นวันแรกที่ ATP ออกไปสมัครงานมาด้วย จะเฮฮาเพราะอะไรเดี๋ยวเล่าให้ฟัง ก่อนอื่นเรามาอวยพรวันเกิดให้น้องรักของผม (?) กันก่อนดีกว่า

 

 

สุขสันต์วันเกิดนะน้องรัก เป็นน้องน้อยที่น่ารักของผม (?) ของพี่ๆ ในวง และของแฟนคลับตลอดไป พักหลังๆ มานี่สกิลการออดอ้อนพัฒนาขึ้นนะเรา ใครเห็นก็รักก็หลงกันหมด ล่าสุดยังออกมาร้องเพลงอ้อนสาวๆ ด้วยเสียงเล็กเสียงน้อยแบบนั้นอีก ไม่เคลิ้มกันก็ให้มันรู้ไป

 

น้องเป็นเด็กน่ารัก เป็นตัวของตัวเอง แล้วก็เป็นนักร้องที่ผมยืนยันกับทุกคนเสมอว่าเสียงดีเหลือจะกล่าว ดังนั้นก็เลยอยากจะให้น้องรักษาข้อดีของตัวเองไว้ อะไรที่ดีก็ทำให้มันดีขึ้นไปอีก น้องเสียงดีขนาดนี้ อนาคตยังอีกไกล อะไรที่ปีที่ผ่านมาน้องทำผิดทำพลาดไป ปีนี้และปีต่อๆ ไปก็อย่าพลาดแบบเดิมอีก ร้องเพลงผิดก็อย่าดรามาน้ำตาท่วมจอ แฟนๆ พร้อมจะให้อภัยน้องเสมอ คำพูดอะไรที่เผ็ดร้อนเกินไป ก็ต้องระวังและเห็นถึงใจอีกฝ่ายด้วย 

 

รักษาสุขภาพมากๆ แล้วก็รักษาคุณภาพความเป็นไอดอลของตัวเองเอาไว้ด้วย สัญญาว่าจะพยายามติดตามผลงานของน้องต่อไปเรื่อยๆ รักน้องนะ ^-^ หวังว่าสักวันผมคงจะมีโอกาสได้เห็นน้องร้องเพลงสดๆ ให้ฟัง ถ้าผมจะไม่หวังมากเกินไปนะ ผมอยากไปคอนของเอสเจนะ แต่ไม่ว่างเลยยยยย T^T ดังนั้นขอได้โปรดมาแสดงคอนเสิร์ตให้ผมดูทีเถอะ

 

 

มาต่อกันที่เรื่องการไปสมัครงานของผม วันนี้ ATP ได้ฤกษ์ดีออกไปสมัครงาน งานที่สมัครก็เรื่อยๆ นะ หลายตำแหน่ง หลายสายอาชีพเหลือเกิน เรียกง่ายๆ ว่า "สาด" ใบสมัครไว้ทั่วทั้งจังหวัด อยากได้งานจัด ผมไม่อยากว่างงานน่ะฮะ ก็เลยต้องทำแบบนี้

 

แล้วทีนี้งานวันนี้เขาระบุมาเลยว่าต้องไปติดต่อขอสมัครด้วยตัวเอง งานที่ว่านี้ก็คือ "ครูสอนภาษาระดับมัธยม" เป็นความใฝ่ฝันของผมเองแหละว่าสักวันจะลองสอนหนังสือกับเขาดูบ้าง และทางโรงเรียนก็ระบุไม่ต้องมีวุฒิครูก้สมัครได้ ผมเลยรีบบึ่งรถออกจากบ้านเพื่อจะไปกรอกใบสมัครที่โรงเรียนทันที

 

ไม่เกินครึ่งชั่วโมงผมกับพ่อก็ขับรถมาจอดที่หน้าโรงเรียน  ต้อมๆ มองๆ อยู่สักพักก็ตัดสินใจถามหาห้องธุรการของโรงเรียนจากเด็กนักเรียนคนหนึ่ง น้องชี้งงๆ อย่างเงอะๆ งะๆ ไปทางซ้ายทีทางขวาที ผมชักเริ่มไม่มั่นใจว่าถามถูกคนหรือเปล่า ==" แต่สุดท้ายน้องก็ยืนยันกับตัวเองแล้วว่าเดินไปทางซ้าย ผมเลยเชื่อน้องและเดินตามทางที่น้องชี้ไป

 

ห้องธุรการของโรงเรียนนี้ลึกลับนิดหน่อย แอบอยู่ในหลืบๆ แถมแปะป้ายไว้ข้างหน้าว่า "กรุณาถอดรองเท้า" ผมก็พาซื่อ ถอดรองเท้าแล้วก็วางทิ้งไว้หน้าห้อง แต่แล้วเจ้าหน้าที่ก็มาบอกว่าใส่เข้ามาได้เลย ป้ายนี่เอาไว้บอกนักเรียนเฉยๆ ==" เอ้า... แล้วก็ไม่บอก....

 

พอเข้ามานั่งรอในห้องธุรการ สักพักก็มีเจ้าหน้าที่ออกมายื่นใบสมัครให้กรอก ผมก็ก้มหน้าก้มตากรอกไป เขาก็ถามนู่นถามนี่ไปเรื่อยๆ ผมก็ตอบไปกรอกไป และแล้วเขาก็ถามถึงเอกสารประกอบการสมัคร ผมก็จัดการงัดออกมาจากแฟ้มแล้วก็ยื่นให้เขาไป เขาก็หยิบไปเปิดๆ ดู และแล้วคำถามที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นก็ดังออกมา

 

เจ้าหน้าที่: "น้อง... เอกสารนี่.... ไม่มีแบบที่เป็นภาษาไทยเหรอ?" 

ATP: *อึ้งไปนิดหน่อย* "ไม่มีอ่ะค่ะพี่ พอดีว่าอันนี้เป็นอันเก่าที่ทำไว้ก็เลยเอามายื่นที่นี่ด้วย"

 

เอกสารที่ว่านั่นคือเรซูเม่ที่ผมทำไว้เป็นภาษาอังกฤษตั้งแต่ตอนอยู่ที่กรุงเทพฯ ก็อย่างที่รู้ๆ กัน ที่กรุงเทพฯ อะไรๆ ก็ต้องภาษาปะกิด ไม่อย่างนั้นจะถูกดูถูกดูแคลนว่าแค่ภาษาอังกฤษง่ายๆ ในเรซูเม่ยังไม่มีปัญญาเขียน แต่พอมาเป็นที่นี่ทุกคนกลับถามหาเรซูเม่ภาษาไทยกันหมด ATP ล่ะเครียด เอาใจยากจังเลย ==" 

 

ก็บอกๆ เขาไปว่าเคยสอนพิเศษเด็กมาบ้าง เคยไปเรียนที่จีนมา บลาๆๆๆ ก็ว่ากันไป สุดท้ายเขาก็ถามว่าได้เรียกเพื่อนคนอื่นๆ มาลองสมัครที่นี่ดูหรือเปล่า? เริ่มงงอีกรอบ เพื่อนรัปปริญญากันเสร็จมันก็กลับบ้านกลับช่องไปหางานกันหมดแล้วสิคะพี่ จะไปชวนมายังไงละนั่น ก็ตอบไปว่าส่วนใหญ่เพื่อนเป็นคนต่างจังหวัด เขาก็กลับไปหางานที่บ้านเขา พี่เจ้าหน้าที่ก็พยักหน้าแล้วก็บอกว่ารอให้ทางโรงเรียนติดต่อกลับไป ถ้าไม่ติดต่อกลับไปก็แปลว่าไม่ผ่านเกณฑ์นะน้อง... จ้ะ.... ตามสบายเลยจ้ะพี่... จบการสมัครและสัมภาษณ์งานแบบงงๆ กันไป 

 

กรอกใบสมัครเสร็จ สัมภาษณ์เสร็จอะไรเสร็จ ผมก็เดินออกมาจากห้องธุรการ มาหาพ่อที่ยืนๆ นั่งๆ รออยู่แถวนั้น ปรากฏว่าด้วยความเข้าใจผิดหรืออย่างไรอะไรก็ไม่ทราบได้ ตั้งแต่พ่อกับ ATP ขับรถออกมาจากถนนในโรงเรียน มีแต่เด็กยืนยกมือไหว้เป็นพรวน ==" มันเกิดอะไรกันขึ้นล่ะเนี่ย พ่ออาจจะไม่เห็น เพราะพ่อเป็นคนขับ แต่ผมเห็นจะๆ รับไหว้แบบงงๆ และนั่งรถกลับบ้านแบบมึนๆ แต่จะว่าไปมันก็สนุกดี เด็กๆ น่ารักดีนะ ^-^

 

เป็นอีกวันที่ผมรู้สึกดีนะ เลยรีบเข้ามาอัพบล็อคอวยพรวันเกิดน้องด้วยอารมณ์ดีสุดๆ สุขสันต์วันเกิดนะน้องโจคยูที่รักของพี่ ^-^